
หลายคนนั่งสมาธิมานาน บางคนนั่งมา10ปี 20ปี ก็ยังไม่เห็นอะไร ไม่มีประสบการณ์ภายในอะไรสักที ทั้งๆที่ก็รู้วิธีการนั่ง ฟังอะไรๆมาก็เยอะ เมื่อถึงจุดนี้ เราคงต้องถามตัวเราเองว่า ทุกๆครั้งที่เรานั่งสมาธิเรานั่งแล้วสบายหรือเปล่า เพราะความสบายนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จเชียวนะ แล้วความสบายคืออะไรหละ บางคนนั่งในห้องมืดๆ ไม่มีพัดลม แล้วเรารู้สึกร้อน เราบอกว่าแบบนี้ไม่สบาย แต่ถ้ามีคนมาสั่งให้เราไปนั่งนอกห้องที่มียุงเยอะๆสักสิบนาที เราก็บอกว่าไม่สบาย งั้นเอาใหม่ ให้เรากลับมานั่งในห้องเดิมที่ไม่มียุง เราบอกว่า แบบเดิมก็สบายแล้ว ดังนั้นความสบายของคนเรา ก็น่าจะหมายถึง พออยู่ได้ ทนกับสภาวะนั้นๆได้ ไม่ต้องถึงกับมีความสุขจนปลื้มปิติอะไรมากเลย แต่แค่พออยู่ได้ก็เพียงพอแล้ว ในสภาวะแวดล้อมยุค ไทยแลนด์ 4.0 นั้นเราก็หาความสบายได้ยาก เพราะชีวิตที่เร่งรีบ จนบางครั้งใจเรารับอารมณ์ต่างๆมารอบตัว จะให้มาหาความสบายเลยก็เห็นจะยาก ดังนั้นเราก็เอาเท่าที่เราทำได้แค่นั้น จึงมีอีกคำหนึ่งที่พอจะมาใช้ได้ก็คือความพึงพอใจ นั่งเมื่อยก็พอใจ นั่งไม่ดีเราก็พอใจ มืดตื้อมืดมิดก็พอใจ เพราะตอนนั้นเราทำได้แค่นั้น เราก็พอใจกับสภาวะตรงนั้น แม้ว่าข้างๆเราอาจจะไม่ได้สงบ มีเสียงดังอึกทึก ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ ใจเราจะคลาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราสบายได้ในเบื้องต้น แล้วเวลานั่งสมาธิจะทำอย่างไรให้เราสบาย เราก็ต้องปรับอารมณ์ของเราก่อนนั่ง บางคนก็ใช้วิธีการสวดมนต์ บางคนรดน้ำต้นไม้ ตามถนัด มีอีกวิธีนึงที่จะแนะนำคือ การสั่งหมอง คือการหายใจออกเมื่อสูดอากาศไปหน่อยนึง เพื่อไล่เอาลมหายใจที่ไม่ดีออกไป ก่อนที่จะเอาลมดีๆเข้าไปในใจ ให้ทำเบาๆ ซึ่งก็ใช้ไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็ช่วยได้ในระดับนึง ที่เหลือก็เป็นหน้าที่เราที่จะต้องปรับใจของเราเอง ให้พึงพอใจ แล้วเวลานั่ง หลวงพ่อท่านก็สอนอยู่บ่อยๆว่า ให้เริ่มจากการปรับท่านั่งให้สบาย ไม่จำเป็นต้องนั่งท่ามาตรฐาน เอาท่าที่สบาย ผ่อนคลาย ไม่ตึง ไม่เคร่งเครียด เมื่อทำได้แล้วก็ให้ประคองความสบายนั้นไปเรื่อยๆ

สิ่งที่จะมาประคองความสบายนั้นก็คือ ตัวสติ ระลึกรู้ ซึ่งวิธีการสร้างตัวสตินั้นที่ทำได้ มี 3 วิธี คือ
1.นั่งสบายๆไม่คิดต้องคิดอะไรเลย วิธีนี้มีข้อดีคือ ง่าย แต่มีข้อเสียคือจะหลับง่ายเพราะไม่มีอะไรให้ใจยึดเลย
2.นั่งสบาย แล้วนึกนิมิตไปด้วย แบบนี้จะได้เร็วแต่ต้องใช้นิมิตให้เป็น คือนึก องค์พระ ดวงแก้วอะไรของเราไป แต่บางคนชอบเก็บรายละเอียด ว่าต้องเป็นองค์พระแบบนั้นแบบนี้ สีแบบนี้ แท้ที่จริงแล้วจะเป็นองค์พระแบบใดก็ได้ สีอะไรก็ได้ แม้แต่ตัวอักษรคำว่า พ-ร-ะ ยังได้เลย ที่นึกก็ให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวของใจเรา ไม่ให้ล่องลอยไปเท่านั้น ให้นึกเบาๆ สบายๆอย่างนี้นะ
3.นั่งสบาย แล้วภาวนาสัมมาอะระหัง หรือนั่งตามเสียงหลวงพ่อ หรือจะฟังเสียงน้ำตกอะไรก็ได้ อันนี้จะเป็นแบบกลางๆ

วิธีทั้งสามนั้นเราก็ดูว่าอันไหนเหมาะกับเราก็เอาไปใช้ บางอารมณ์เราก็อยากนั่งเฉยๆ ไม่คิดอะไรเลย บางอารมณ์เราก็อยากนึกนิมิต ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวตลอดทุกการนั่ง เอาตามที่ใจเราบอกว่าสบาย วิธีที่ใช่คือวิธีที่ทำแล้วใจสบาย ถ้าทำแล้วไม่สบาย ตึง เครียด แสดงว่า ไม่ถูกวิธี เพราะการกำหนดสติ เราเอามาใช้เพื่อประคองความสบาย ถ้าทำแล้วไม่สบายก็แสดงว่าไม่ถูกตั้งแต่แรกแล้ว เราก็ลองเอาไปปฏิบัติดูเถิด การทำสมาธิเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นศาสตร์ คือมีวิธีปฎิบัติแน่นอน ปฏิบัติแล้วย่อมเห็นผล จะเห็นได้ว่า นั่งธรรมะ แล้วจะมีประสบการณ์คล้ายๆกัน เป็นศิลป์ คือ ต้องมีศิลปะในการปรับใจ จิตใจแต่ละคน อัธยาศัย จริต แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบอย่างไม่ชอบอย่าง ก็ต้องปรับกันไป สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่าน เลือกวิธีตามที่ถนัด ให้ตระหนักไว้ว่า จุดเริ่มต้นคือความสบาย หาความสบายให้เจอ ทำให้ได้ตลอดต่อเนื่อง แล้วไม่ช้าก็จะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน
สร้างเมื่อ : วันที่ 7 มิ.ย. 2561 เวลา 22.08 น.
แหล่งข้อมูล : พระอาจารย์พีระพงษ์ ศูนย์อบรมเยาวชนจังหวัดนครปฐม
All Comments (0)